ข้อควรรู้เกี่ยวกับการใชยาคุมฉุกเฉิน


 

ข้อควรรู้เกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน

  • ก่อนการใช้ยาคุมฉุกเฉิน คุณควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ (ไม่ต้องอายครับ เพราะมันเป็นเรื่องปกติมาก ๆ สำหรับแพทย์หรือเภสัช)
  • ถึงแม้จะใช้ยาคุมฉุกเฉินอย่างถูกต้อง (กินทันทีหรือภายในเวลาที่กำหนด) ก็อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้ ถ้าพลาดตั้งครรภ์แล้ว ก็ไม่ต้องทำแท้งครับ เพราะเด็กจะยังปกติดีอยู่
  • ประสิทธิภาพของยาจะดีถ้าคุณกินยาทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งการกินยาภายใน 72 ชั่วโมง จะให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 75-79% (รวมยาเม็ดที่ 2 แล้ว) แต่ถ้าเริ่มกินยาภายใน 12-24 ชั่วโมงแรกหลังการมีเพศสัมพันธ์ จะทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงขึ้นเป็น 85% ดังนั้น คุณควรกินยาเม็ดแรกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ (ส่วนการกินยาหลังจากเลย 72 ชั่วโมงไปแล้ว หรือตั้งแต่ 72-120 ชั่วโมง (3-5 วัน) ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดจะลดลงเหลือเพียง 60%)
  • ระหว่างยาเม็ดแรกกับเม็ดที่ 2 คุณสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างปลอดภัย เพราะประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของยายังคงมีเท่าเดิม แต่อย่าลืมว่าประสิทธิภาพไม่ใช่ 100% โอกาสตั้งครรภ์จะยังคงมีอยู่ (ในกรณีที่กินยาครบ 2 เม็ดแล้ว หลังจากนั้นก็มีเพศสัมพันธ์กันอีก แบบนั้นจะเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้สูงมากครับ ไม่ควรทำ)
  • ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูงครับ (หากใช้อย่างถูก) ความเชื่อที่ว่ากินแล้วอันตราย ทำให้เป็นมะเร็ง ตั้งครรภ์นอกมดลูก ไม่จริงนะครับ “ถ้าคนทั่วไปยังกินยาคุมกำเนิดแบบธรรมดาได้ คุณก็กินยาคุมฉุกเฉินได้แบบไม่ต้องกังวลครับ
  • จากการศึกษาพบว่า คุณสามารถใช้ยาคุมฉุกเฉินได้มากกว่า 1 ครั้ง (ไม่เกิน 2 ครั้ง) ภายใน 1 เดือน โดยไม่มีอาการข้างเคียงรุนแรงใด ๆ จากการใช้ดังกล่าวในคนมากกว่า 30 ปี พบว่าการใช้ยาคุมฉุกเฉินไม่มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด และไม่มีความสัมพันธ์กับการตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือความสามารถในการตั้งครรภ์หลังเลิกใช้ยา
  • ไม่ควรใช้ยานี้เพื่อคุมกำเนิดเป็นประจำหรือใช้ในระยะยาว เพราะหากใช้ซ้ำกันหลายครั้งอาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ดังนั้นหากต้องการคุมกำเนิดในระยะยาว คุณควรใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพและได้ผลดีกว่า
  • การกินยาคุมฉุกเฉินเป็นประจำจะเกิดอาการข้างเคียงเหล่านี้ได้สูง เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ มีเลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติการณ์การตั้งครรภ์นอกมดลูกเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้การ “ใช้ยาคุมฉุกเฉินเป็นประจำหลังร่วมเพศทุกครั้งอาจจะเกิดการตั้งครรภ์ได้สูงและอาการแทรกซ้อนได้มากขึ้นด้วย
  • ยาคุมฉุกเฉินห้ามกินเกิน 2 ครั้งในชีวิต ส่วนนี้ “ไม่จริง” นะครับ คุณสามารถกินได้มากกว่า 2 ครั้ง เพียงแต่ไม่ควรกินเกิน 2 กล่องต่อเดือน ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว
  • มีความเข้าใจผิด ๆ ว่าการกินยาคุมฉุกเฉินโดยไม่ทราบว่ามีการตั้งครรภ์ จะทำให้ทารกในครรภ์พิการได้ ส่วนนี้ไม่เป็นความจริงนะครับ เพราะมีรายงานว่า “ยังไม่พบทารกพิการจากการที่มารดากินยาคุมฉุกเฉินโดยไม่ทราบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์
  • ยาคุมฉุกเฉินไม่ใช้ยาทำแท้ง หลายคนยังเข้าใจผิดในเรื่องนี้อยู่ เพราะยาจะต้องเข้าไปในร่างกายก่อนที่จะมีการฝังตัวของไข่ที่เยื่อบุโพรงมดลูก แต่หากไข่ที่ผสมกับอสุจิได้ฝังตัวที่ผนังมดลูกไปแล้ว จะกินยาคุมฉุกเฉินก็ไม่ได้ช่วยอะไร สรุป “ยาคุมฉุกเฉินมีฤทธิ์ยับยั้งหรือรบกวนการตกไข่ ไม่ใช่ยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อน” จึงไม่มีผลทำให้แท้งหรือทำให้ทารกในครรภ์พิการ
  • ยาคุมฉุกเฉินไม่ทำให้อ้วนขึ้นแต่อย่างใด เพราะหน่วยงานควบคุมยาแห่งสหภาพยุโรป (European Medicines Agency: EMA) ออกมายืนยันแล้วว่า “ไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าการกินยาคุมฉุกเฉินแล้วจะทำให้อ้วนขึ้นหรือตัวบวมขึ้น
  • ยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสมะเร็งปากมดลูก หรือกามโรคชนิดต่าง ๆ แต่การใช้ถุงยางอนามัยนอกจากจะช่วยคุมกำเนิดได้แล้ว ยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย
  • หากมีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อประจำเดือนขาดหรือประจำเดือนไม่มา ให้รีบไปพบแพทย์
  • หลังใช้ยาคุมฉุกเฉินและประจำเดือนมาแล้ว ถ้าอยากกินยาคุมแบบปกติทั้งแบบ 21 เม็ดและ 28 เม็ด คุณต้องตระหนักไว้ว่า “ในแผงแรกอาจยังไม่ได้ผลในการคุมกำเนิดอย่างเต็มที่ คุณควรใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วยไปจนกว่าจะขึ้นแผงที่ 2” เพื่อความชัวร์
  • การคุมกำเนิดฉุกเฉิน ไม่ได้มีเพียงแต่การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินเท่านั้น แต่ยังมีใช้ห่วงอนามัยชนิดหุ้มทอง (Copper IUDs) เพื่อคุมกำเนิดฉุกเฉินอีกด้วย ซึ่งจะแตกต่างกับยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินทั่วไปที่จะเป็นการใช้ฮอร์โมนเพื่อเข้าไปชะลอกระบวนการตกไข่ ส่วนห่วงหุ้มทองแดงนั้นจะมีสารที่เข้าไปทำลายไข่และเชื้ออสุจิไม่ให้เกิดการปฏิสนธิกันได้ โดยสามารถใส่ห่วงอนามัยได้ภายใน 120 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ โอกาสล้มเหลวทำให้เกิดการตั้งครร์จะอยู่ที่ 0.09 – 0.10% เท่านั้น ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ดีกว่าวิธีการคุมกำเนิดฉุกเฉินแบบอื่น ถ้าไม่มีการถอดห่วงออกก็จะเป็นการคุมกำเนิดต่อไปได้อีกนานตราบเท่าที่ต้องการ (ขึ้นอยู่กับชนิดของห่วง มีทั้ง 3 ปี, 5 ปี และแบบ 10 ปี แต่ในภาพด้านล่าง คือ คอปเปอร์ที Copper T 380 (Paragard®) ที่มีอายุการใช้งานได้นานถึง 10 ปี)


ผู้ตั้งกระทู้ ADMIN :: วันที่ลงประกาศ 2017-01-25 16:17:27


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล